ทดลองใช้ฟรี 30 วัน ทุกแพ็กเกจ — ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

ภาษี VAT และหัก ณ ที่จ่าย (WHT) สำหรับ SME เข้าใจง่าย

เผยแพร่ 3 สิงหาคม 2026 · ปรับปรุงล่าสุด 8 กันยายน 2026 · โดย Tachapong Nathawil ผู้ก่อตั้ง Phopy

บทความนี้เป็นคู่มืออ้างอิงเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีเฉพาะราย กรณีของธุรกิจคุณควรตรวจสอบกับผู้สอบบัญชีหรือกรมสรรพากรอีกครั้งก่อนยื่นจริง

ภาพรวมสั้น ๆ: ภาษีสองตัวที่ SME เจอบ่อยที่สุด

เจ้าของกิจการส่วนใหญ่เจอภาษีสองตัวนี้เป็นประจำ คือ VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ที่เกี่ยวกับการขายสินค้า/บริการ และ WHT (ภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินให้ผู้อื่น ทั้งสองตัวมีหลักการคำนวณไม่ซับซ้อน แต่มักทำให้สับสนเพราะต้องจำทั้งอัตราและกำหนดเวลายื่นที่ต่างกัน บทความนี้รวมทั้งสองเรื่องไว้เป็นคู่มืออ้างอิงเดียว พร้อมตัวอย่างคำนวณจริงให้ทำตามได้

VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม): ใครต้องจด และจดเมื่อไหร่

VAT คือภาษีที่เก็บจากการขายสินค้าและบริการ อัตราปัจจุบันคือ 7% (ครม. มีมติขยายเวลาคงอัตรานี้ต่อเนื่องถึงวันที่ 30 กันยายน 2570) ผู้ประกอบการที่จด VAT จะเก็บภาษีขาย (output VAT) จากลูกค้าเพิ่มจากราคาสินค้า และจ่ายภาษีซื้อ (input VAT) เมื่อซื้อของเข้ามา ทุกเดือนต้องนำภาษีขายหักภาษีซื้อ ส่วนต่างที่เหลือคือยอดที่ต้องนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.พ.30

ผู้ประกอบการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ.01) ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ ส่วนธุรกิจที่รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์สามารถเลือกจดโดยสมัครใจได้ ซึ่งบางรายทำเพราะลูกค้าองค์กรมักขอใบกำกับภาษีเต็มรูป

ในทางเทคนิค อัตรา 7% ที่เห็นบนใบกำกับภาษีจริง ๆ แบ่งเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มของรัฐบาล 6.3% และภาษีท้องถิ่นอีก 0.7% แต่ผู้ประกอบการไม่ต้องคำนวณแยกสองส่วนเอง เพราะระบบขายและใบกำกับภาษีจะคิดรวมเป็น 7% ให้อัตโนมัติอยู่แล้ว

ตัวอย่างคำนวณ VAT ทีละขั้น

เคส: ร้านค้าจด VAT แล้ว เดือนนี้ขายสินค้าได้ 100,000 บาท และซื้อวัตถุดิบเข้ามา 40,000 บาท

  1. ราคาขายก่อน VAT 100,000 บาท → ภาษีขาย (output VAT) = 100,000 × 7% = 7,000 บาท
  2. ยอดซื้อวัตถุดิบก่อน VAT 40,000 บาท → ภาษีซื้อ (input VAT) = 40,000 × 7% = 2,800 บาท
  3. ภาษีที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย − ภาษีซื้อ = 7,000 − 2,800 = 4,200 บาท
  4. ยื่นแบบ ภ.พ.30 พร้อมนำส่งเงิน 4,200 บาท ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ตารางอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ตามประเภทเงินได้

WHT คือการที่ผู้จ่ายเงิน "หัก" ภาษีส่วนหนึ่งไว้ก่อนจ่ายให้ผู้รับ แล้วนำส่งสรรพากรแทน อัตราจะต่างกันตามประเภทเงินที่จ่าย ดังนี้

ประเภทเงินได้อัตราหักแบบที่ใช้นำส่ง
ค่าบริการ / ค่าจ้างทำของ3%ภ.ง.ด.3 (ผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา) หรือ ภ.ง.ด.53 (ผู้รับเป็นนิติบุคคล)
ค่าเช่าทรัพย์สิน5%ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53
ค่าโฆษณา2%ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53
ค่าขนส่ง (ผู้ประกอบการขนส่งที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก)1%ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53

หมายเหตุ: อัตราจริงอาจมีเงื่อนไขปลีกย่อยต่างกันตามประเภทผู้รับเงิน (บุคคลธรรมดา/นิติบุคคลในไทย/นิติบุคคลต่างประเทศ) ตัวเลขในตารางนี้คืออัตราที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับธุรกิจในประเทศ

ตัวอย่างคำนวณ WHT ทีละขั้น

เคส 1: จ้างบริการทำความสะอาดจากนิติบุคคล

  1. บริษัท A ว่าจ้างบริษัท B (นิติบุคคล) ทำความสะอาดสำนักงาน ค่าบริการ 20,000 บาท
  2. อัตราหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าบริการ = 3% → 20,000 × 3% = 600 บาท
  3. บริษัท A จ่ายเงินจริงให้บริษัท B = 20,000 − 600 = 19,400 บาท
  4. บริษัท A ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้บริษัท B แล้วนำส่งภาษี 600 บาท ผ่านแบบ ภ.ง.ด.53 (เพราะผู้รับเป็นนิติบุคคล) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

เคส 2: เช่าพื้นที่จากเจ้าของอาคารที่เป็นบุคคลธรรมดา

  1. ร้าน C เช่าพื้นที่จากเจ้าของอาคารซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาท
  2. อัตราหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าเช่า = 5% → 15,000 × 5% = 750 บาท
  3. ร้าน C จ่ายเงินจริงให้เจ้าของอาคาร = 15,000 − 750 = 14,250 บาท
  4. ร้าน C ออกหนังสือรับรองการหักภาษี (50 ทวิ) ให้เจ้าของอาคาร แล้วนำส่งภาษี 750 บาท ผ่านแบบ ภ.ง.ด.3 (เพราะผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 ต่างกันตรงไหน

หลายคนสับสนว่าตอนนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่หักไว้ ต้องใช้แบบไหน หลักการจำง่าย ๆ คือดูที่ สถานะของผู้รับเงิน ไม่ใช่ผู้จ่าย ถ้าคนที่ได้รับเงิน (เช่น ผู้รับเหมา ฟรีแลนซ์ เจ้าของอาคารที่ให้เช่า) เป็น บุคคลธรรมดา ให้ใช้แบบ ภ.ง.ด.3 แต่ถ้าผู้รับเงินเป็น นิติบุคคล เช่น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ให้ใช้แบบ ภ.ง.ด.53 แทน ทั้งสองแบบใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้เดียวกัน ต่างกันแค่ปลายทางว่าเงินที่หักไปให้ใคร ธุรกิจที่จ่ายเงินให้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในเดือนเดียวกัน จึงอาจต้องยื่นทั้งสองแบบพร้อมกันในรอบเดียว

ปฏิทินการยื่นแบบที่ต้องจำ

แบบใช้สำหรับกำหนดยื่น
ภ.พ.30ภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ภ.ง.ด.3ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน
ภ.ง.ด.53ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อผู้รับเงินเป็นนิติบุคคลภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน

ยื่นแบบทั้งสามนี้ล่าช้าจะมีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นการตั้งเตือนล่วงหน้าในปฏิทินของธุรกิจจึงคุ้มค่ากว่าการตามแก้ทีหลังมาก

ใบกำกับภาษีกับสิ่งที่ซอฟต์แวร์ช่วยได้

เมื่อจด VAT แล้ว ทุกครั้งที่ขายต้องออกใบกำกับภาษี ซึ่งมีสองแบบหลัก คือ ใบกำกับภาษีเต็มรูป ที่ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขผู้เสียภาษีของผู้ซื้อครบถ้วน ใช้กับลูกค้าที่ต้องนำไปใช้เป็นภาษีซื้อ กับ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ที่ใช้กับการขายปลีกหน้าร้านทั่วไป เช่น ใบเสร็จจากเครื่อง POS งานที่น่าเบื่อที่สุดในเรื่องภาษีมักไม่ใช่การคำนวณ แต่คือการรวบรวมตัวเลขจากหลายที่มาให้ตรงกันก่อนยื่นแบบทุกเดือน ระบบที่มีโมดูลบัญชีภาษีในตัวจะคำนวณ VAT อัตโนมัติตั้งแต่ตอนออกบิล บันทึกภาษีซื้อ-ภาษีขายเข้ารายงาน และคำนวณ WHT พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ทันที ถ้าระบบขายของคุณเชื่อมกับบัญชีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น ข้อมูลภาษีจะถูกบันทึกตั้งแต่ตอนขาย ไม่ใช่มาตามเก็บทีหลัง อ่านเรื่องการเลือกระบบขายหน้าร้านที่ออกใบกำกับภาษีถูกต้องได้ที่ วิธีเลือกโปรแกรม POS และถ้าอยากเห็นภาพรวมว่าระบบแบบนี้เชื่อมกันทั้งองค์กรอย่างไร อ่านต่อได้ที่ ERP คืออะไร

อัตราภาษีและกำหนดเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของกรมสรรพากรหรือมติคณะรัฐมนตรีในแต่ละช่วง ก่อนยื่นแบบจริงทุกครั้ง ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดที่ rd.go.th หรือปรึกษาผู้ทำบัญชี/ผู้สอบบัญชีของธุรกิจคุณอีกครั้ง เพื่อความถูกต้องตามกรณีเฉพาะของกิจการ